วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

ปุ๋ยหมักพระราชทาน

ปุ๋ยหมักพระราชทาน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตพูดง่ายๆ เราต้องใส่ปุ๋ยไร่ นา สวน ของเรา พืชผล จึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ย ที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกินนี่ ! เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า
วิธีทำ
ของ ที่ต้องเตรียม
1. ซากพืช ได้ แก่ ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบ และ ต้นมันสำปะหลัง กระดูกป่น ตาม ที่มี สับเป็นท่อนๆ สั้นๆ ให้เปื่อยเร็ว
2. ปุ๋ยก. ปุ๋ยคอก คือ มูลสัตว์ ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ค้างคาว อะไรก็ได้ข. ปัสสาวะคน หรือสัตว์ค. กากเมล็ดนุ่น,กากถั่ว,ซากต้นถั่วชนิดต่างๆ (พืชตระกูลถั่ว)
3. ดินร่วน พอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี
การกองปุ๋ย
1. กอง ในหลุม ต้องขุดหลุมขนาดกว้างราว 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระวังดินพังทลายลง ในหลุม ถ้ามีการระบายน้ำได้ยิ่งดี
2. กอง ในคอก ปรับดินบริเวณ ที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่นใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่น ที่หาได้ กั้นเป็นคอกกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 1 เมตร แบ่งคอกเป็น 2 ส่วน ครึ่งหนึ่งไว้ใส่ปุ๋ยหมัก ครึ่งหนึ่งไว้กลับกองปุ๋ยทำหลังคาใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคา ถ้าเป็นถุงพลาสติกคลุมกันฝนชะปุ๋ยก็ดี
3. เอาซากพืช ที่เตรียมไว้ กองเกลี่ยในคอก (หรือในหลุม) ให้เป็นชั้น เหยียบตามขอบให้แน่นขนาด คนเหยียบแล้วไม่ยุบอีกชั้นหนึ่งๆ สูงราว1 คืบครึ่ง (30 เซนติเมตร) ราดน้ำให้ชุ่มแล้วเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วกันสูง 2 องคุลี (5 เซนติเมตร) ถ้ามีปุ่ยเคมี (สูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14 แอมโมเนียมซัลเฟตหรือยูเรีย) ก็โรยบางๆ ให้ทั่วแล้วทับด้วยดินละเอียด หนาประมาณ 1 องคุลี สลับด้วยซากพืชแล้วรดน้ำทำเป็นขั้นๆ อย่างนี้จนปุ๋ยเต็มคอก (น้ำ ที่รดจะผสมด้วยปัสสาวะด้วย ก็ได้)
ข้อควรระวัง
1. อย่าให้มีน้ำขัง การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ระบายอากาศไม่ดี
2. ปุ๋ยกองใหญ่เกินไปจะเกิดความร้อนสูง ปุ๋ยจะเสีย ถ้าในกองปุ๋ยมีความร้อนสูงเกินไปให้เติมน้ำลงไปบ้าง
3. ปุ๋ยกองเล็กไป จะสลายตัวช้า
4. อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อม กับใส่ปูนขาวจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว
ควรกลับปุ๋ย ทุก 30 วัน ควรกลับกองปุ๋ย โดยเอาชั้นบนสุด ของกองนำไปเกลี่ย ในอีกส่วน ของคอกเป็นชั้นล่างสุด แล้วเอาชั้นสองเกลี่ยทับแล้วรดน้ำ ควรกลับปุ๋ย (ทุก 30 วัน) จนกว่าซากพืชจะเปื่ยผุหมดทั้งกอง ในเวลา 3-4 เดือน เมื่อปุ๋ยใช้ได้สังเกตจากความร้อน ในกองจะใกล้เคียง กับความร้อน ของอากาศ ปุ๋ยหมักจะเป็นสีน้ำตาล แก่ เอาตระแกรงร่อนปุ๋ยหมักเก็บไว้
การใช้ และ ประโยชน์ ประหยัดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ครึ่งหนึ่งทำให้ดินร่วน อุดมสมบูรณ์ เพิ่มธาตุไนโตรเจนไม่เป็นอันตราย รักษาความชุ่มชื้น ของดิน
หมายเหตุ ถ้าพื้นที่ที่เพาะปลูกเป็นดินทราย ให้ใช้อิฐกรุ ในหลุม จะทำให้ได้ผลดีขึ้น

จาก... วารสารชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 1เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2545

การพิสูจน์เห็ดมีพิษ


การพิสูจน์เห็ดมีพิษ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานเห็ด ไม่ว่าจะเป็นเห็ดที่มีขายตามท้องตลาด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดหอม ฯลฯ หรือผู้ที่ชอบรับประทานเห็ดที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือภายในท้องถิ่น บางครั้งหากเราหาเห็ดที่มีอยู่ตามธรรมชาติมารับประทาน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจกลายเป็นโทษแก่ร่างกายเพราะทานเห็ดที่มีพิษเข้าไป และทำให้มีอาการปวดหัว มึน คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตไปก้เป็นได้ แต่วันนี้คุณโกไส นิลรัตน์ อดีตพระธุดงค์ ผู้ชื่นชอบในการรับประทานเห็ด ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ได้บอกถึงเทคนิคการพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ และเห็ดชนิดไหนสามารถนำมารับประทานได้ มาฝากกัน ดังนี้

วิธีการทดสอบเห็ดมีพิษ : ให้นำน้ำสะอาดใส่ในหม้อแล้วนำไปต้มบนไฟให้เดือดจัด หลังจากนั้นให้ใส่เห็ดที่เก็บมาได้หรือเห็ดที่ต้องสงสัยว่าจะมีพิษ ลงไปในหม้อน้ำเดือด จากนั้นใส่เมล็ดข้าวสารลงไปเล็กน้อย ประมาณ 10-20 เมล็ด โดยปล่อยตั้งไฟทิ้งไว้ ประมาณ 10 นาที จึงยกลงจากไฟ ตั้งพักไว้ให้เย็น แล้วให้ตักเมล็ดข้าวสารขึ้นมาบีบดูว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร หากเมล็ดข้าวสารแหลกหรือเปื่อยยุ่ยคามือ แสดงว่าเห็ดชนิดนั้นไม่มีพิษ สามารถนำมารับประทาน แต่ถ้าเมล็ดข้าวสารยังคงแข็งตัวอยู่ในสภาพเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะบดขยี้อย่างไรก็ตาม แสดงว่าเห็ดชนิดนั้นมีพิษ ห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด

การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ


การทำน้ำหมักลูกยอเพื่อสุขภาพ
ต้นยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวเข้ม ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก มีกลิ่นฉุน มีสรรพคุณทางยา ผลดิบ รสเผ็ดร้อน ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง และแก้ร้อนใน ลูกยอสามารถนำแปรรูปให้มีรสชาติหน้าทานได้โดยการนำมาทำน้ำหมักเพื่อสุขภาพ ดังนี้

ส่วนผสมสำหรับการทำน้ำลูกยอหมัก : - ลูกยอผลแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ 3 กิโลกรัม-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม -น้ำสะอาด 5 ลิตรวิธีทำ : 1. ผสมน้ำกับน้ำตาลทรายแดงให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด(ขนาด 20 ลิตร)2. ล้างลูกยอให้สะอาดผ่านเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังแล้วกดให้จมน้ำแล้วปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (ในช่วง 7 วันแรกให้คนบ่อยๆ หากไม่คนจะขึ้นรา เพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในขวดโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบนแล้วใช้ไม้ขัดไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะอาจเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอา ผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากขวดโหลให้แน่น3. เมื่อหมักครบ 3 เดือน จึงกรองเอาแต่น้ำ น้ำลูกยอที่ได้จะมีสีดำ หากหมักนานเกิน 3 เดือนยิ่งดี หรือเมื่อครบ 3 เดือนแล้วนำน้ำลูกหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน แล้วกากที่เหลือสามารถหมักต่อได้อีก 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น เพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้) น้ำหมักลูกยอที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอมเหมือนน้ำส้มสายชูสรรพคุณ : ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายการผสมน้ำลูกยอหมักไว้รับประทานหลายวัน : ส่วนผสมน้ำหมักลูกยอ 1 ส่วนน้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วนน้ำต้มสุก 5 ส่วนวิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้ สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้โดยไม่แช่ตู้เย็น จะมีรสเปรี้ยวเพราะ จุลินทรีย์ทำงาน ต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้รสชาติคงเดิม

ข้อมูลอ้างอิง : เอกสารองค์ความรู้และภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน โดยบุญเป็ง จันต๊ะภา

การเร่งรากกิ่งตอนมะนาวด้วยกะปิ


วัสดุสำหรับการตอนกิ่งมะนาว : 1.ใยมะพร้าวแช่น้ำ2.กะปิ3.เชือกฟาง4.ถุงพลาสติกใส5.มีดปลายแหลมวิธีการทำ : ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ก่อน โดยการดูว่ากิ่งที่สมบูรณ์นั้น ต้องมีขนาดเท่าดินสอ สีที่กิ่งก็ต้องเขียวป่นขาว หลังจากได้กิ่งที่ต้องการแล้ว ให้เอามีดกรีดลงไปเป็นทางยาวประมาณ 1 นิ้ว แล้วปลอกเปลือกให้เหลือแกนสีขาวๆ หลังจากนั้นทากะปิรอบๆกิ่ง ตรงแผลที่จะตอน เมื่อเสร็จแล้วให้นำใยมะพร้าว ใสในถุงพลาสติก จากนั้นกรีดตรงกลางถุงตามความยาวพอประมาณหุ้มกิ่งที่จะตอนได้ เมื่อเสร็จแล้วให้เอาเชือกฟางมัดหัวท้าย เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นวิธีการตอนกิ่ง จากนั้นคอยประมาณ20 วันเมื่อเห็นรากงอกมาก็ตัดที่โคนกิ่ง แล้วนำไปลงในดินที่เตรียมไว้ปลูกได้

สูตรแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน

สูตรแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน
การแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน จะช่วยให้ข้าวมีเปอร์เซ็นต์การงอกที่ดีขึ้นและช่วยแยกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออกไป อีกทั้งยังเป็นการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ไปในตัว การแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพสูง ช่วยบำรุงเมล็ดพันธุ์จนกระทั่งงอกเป็นต้นกล้าที่สมบูรณ์ เกษตรกรสามารถทำได้โดยการใช้สูตรแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่านโดยการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาง่าย สามารถทำได้เอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงๆในการซื้อยาและฮอร์โมนในราคาแพงๆมาใช้

สูตรแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่านสามารถทำได้ ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ 1. จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร(หน่อกล้วยสูง 1 เมตรทั้งรากทั้งดินสับละเอียด 3 กก.+กากน้ำตาล 1 กก. หมักในถังปิดฝา 8 วัน คนเช้า-เย็น กรองเอาแต่น้ำ )2. ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี (ไข่ไก่ทั้งเปลือก 5 กก.+กากน้ำตาล 5 กก.+ยาคูลท์ 1 ขวด+แป้งข้าวหมาก 1 ลูก หมัก 20 วัน คั้นเอาแต่น้ำ)3. ไข่ไก่ทั้งเปลือก 3 ฟอง4. น้ำซาวข้าว 3 ลิตร5. น้ำ 200 ลิตร6.เมล็ดพันธุ์ข้าว 6 ถังขั้นตอนในการทำและวิธีการนำไปใช้ 1.นำส่วนผสมทุกอย่างลงในน้ำ 200 ลิตรคนให้เข้ากัน2.เทเมล็ดพันธุ์ข้าวแช่ไว้ 1 คืน3.ซาวข้าวออกใส่กระสอบมัดปากเก็บไว้ในที่ร่ม 1 วัน 1คืนก่อนนำไปหว่านในแปลงนา4. นำน้ำที่เหลือจากการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวฉีดพ่น บนแปลงนาที่หว่านเมล็ดพันธุ์ให้ชุ่มทุกเช้า-เย็นจนหมดประโยชน์ของสูตรแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนหว่าน 1.ข้าวงอกสม่ำเสมอ2.ข้าวมีรากมากเจริญเติบโตดี3.ข้าวแตกกอมาก ลำต้นมีสีเขียว

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย


ปลาดุกอุย ( Clarias macrocephalus ) เป็นปลาพื้นบ้านของไทยชนิดไม่มี เกล็ด รูปร่างเรียวยาว มีหนวด 4 เส้น ที่ริมฝีปาก ผิวหนังมีสีน้ำตาล เนื้อมีสีเหลือง รสชาติอร่อยนุ่มนวลสามารถนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ได้มากมาย ในประเทศ ไทยมีพันธุ์ปลาดุกอยู่จำนวน 5 ชนิด แต่ที่เป็นที่รู้จักทั่ว ๆไปคือ ปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน ( Clarias batrachus ) ซึ่งในอดีตทั้งปลาดุกอุยและปลาดุกด้านได้มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
เมื่อไม่นานมานี้เองเกษตรกรได้นำพันธุ์ปลาดุกชนิดหนึ่งเข้ามาเลี้ยงใน ประเทศไทย ซึ่งอธิบดีกรมประมงได้มีคำสั่งให้กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ดำเนินการศึกษาพบว่าเป็นปลาในตระกูล แคทฟิช เช่นเดียวกับปลาดุกอุย มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา มีชื่อว่า ( Clarias gariepinus African sharptooth catfish ) เป็นปลาที่มีการเจริญเติบใจรวดเร็วมาก สามารถกินอาหารได้แทบทุกชนิด มีความต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมสูงเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ แต่ปลาดุกชนิดนี้มีเนื้อเหลว และมีสีซีดขาว ไม่น่ารับประทาน ซึ่งกรมประมงได้ให้ชื่อว่าปลาดุกเทศ
จากการศึกษาทางลักษณะรูปร่างและชีววิทยาของปลาดุกเทศทางกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้ทำการเพาะขยายพันธุ์ปลาโดยนำมาผสมพันธุ์กับปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ ผลปรากฏว่าการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมียผสมกับปลาดุกเทศเพศผู้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ดี ลูกที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงทำให้เกษตรกรนำวิธีการผสมข้ามพันธุ์ไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งลูกหลานที่เกิดจากคู่ผสมนี้ทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่โดยทั่ว ๆไปชาวบ้านเรียกกันว่า บิ๊กอุย หรือ อุยบ่อ ส่วนการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศผู้กับปลาดุกเทศเพศเมีย ลูกที่ได้ไม่แข็งแรงและเหลือรอดน้อย เมื่อเทียบกับการเพาะพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาบิ๊กอุย ส่วน การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกด้านกับปลาดุกเทศ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
ในปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาดุกลูกผสมอุย-เทศหรือบิ๊กอุยนั้นเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกร เนื่องจากเลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อีกทั้งทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเป็นที่นิคมบริโภคของประชาชน เนื่องจากมีรสชาติดีและราคาถูก

อนุบาลลูกปลาดุก
ลูกปลาดุกที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ จะใช้อาหารในถุงไข่แดงที่ติดมากับตัวเมื่อถุงไข่แดงที่ติดมากับลูกปลายุบ ให้ไข่ไก่ต้มสุกเอาเฉพาะไข่แดงบดผ่านผ้าขาวบา
การขนส่งลูกปลา เมื่อลูกปลาอายุครบ 2 วัน สามารถขนย้ายได้ด้วยความระมัดระวังโดยใช้สายยางดูด แล้วบรรจุในถุงพลาสติกขนาด 18 นิ้ว ไม่ควรเกิน 10,000 ตัวต่อถุง หากขนส่งเกิน 8 ชั่วโมง ให้ลดจำนวนลูกปลาลง




การอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อซีเมนต์ สามารถดูแลรักษาได้ง่ายขนาดของบ่อซีเมนต์ควรมีขนาดประมาณ 2-5 ตารางเมตร ระดับความลึกของน้ำทีใช้อนุบาลลึกประมาณ 15-30 เซนติเมตร การอนุบาลลูกปลาดุกที่มีขนาดเล็ก(อายุ 3 วัน) ระยะแรกควรใส่น้ำในบ่ออนุบาลลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร เมื่อลูกปลามีขนาดใหญ่ขึ้นจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น การอนุบาลให้ลูกปลาดุกมีขนาด 2-3 เซนติเมตรจะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน น้ำที่ใช้ใน การอนุบาลจะต้องเปลี่ยนถ่ายทุกวัน เพื่อเร่งให้ลูกปลาดุกกินอาหารและมีการเจริญเติบโตดี อีกทั้งเป็นการป้องกันการเน่าเสียของน้ำด้วย การอนุบาลลูกปลาดุกจะปล่อยในอัตรา 3,000-5,000 ตัว/ตรม. อาหารที่ใช้คือ ไรแดงเป็นหลัก ในบางครั้งอาจให้อาหารเสริมบ้าง เข่น ไข่ตุ๋นบดละเอียด เต้าหู้อ่อนบดละเอียด หรืออาจให้อาหารเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากให้อาหารเสริมจะต้องระวังเกี่ยวกับการย่อยของลุกปลาและการเน่าเสียของน้ำในบ่ออนุบาลให้ดีด้วย
การอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อดิน บ่อดินที่ใช้อนุบาลลุกปลาดุกควรมีขนาด 200-800 ตรม. บ่อดินที่จะใช้อนุบาลจะต้องมีการกำจัดศัตรูของลูกปลาก่อน และพื้นก้นบ่อควรเรียบ สะอาดปราศจากพืชพรรณไม้น้ำต่าง ๆ ควรมีร่องขนาดกว้างประมาณ 0.5 -1 เมตร ยาวจากหัวบ่อจรดท้ายบ่อ และลึกจากระดับ พื้นก้นบ่อประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการรวบรวมลูกปลา และ ตรงปลายร่องควรมีแอ่งลึก มีพื้นที่ประมาณ 2-4 ตรม. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม ลูกปลาการอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อจะต้องเตรียมอาหารสำหรับลูกปลา โดยการเพาะไรแดงไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นอาหารให้แก่ลูกปลาก่อนที่จะปล่อง 1 ลูกปลาดุก ลงอนุบาลในบ่อ การอนุบาลในบ่อดินจะปล่อยในอัตรา 300-500 ตัว/ตรม. การอนุบาลลูกปลาให้เติบโตได้ขนาด 3-4 เซนติเมตร ใช้เวลาประมาณ 14 วัน แต่การอนุบาลลูกปลาดุกในบ่อดินนั้น สามารถควบคุมอัตราการเจริญเติบโตและอัตรารอดได้ยากกว่าการอนุบาลในบ่อซีเมนต์
ปัญหาในการอนุบาลลูกปลา น้ำเสียเกิดขึ้นจากการให้อาหารลูกปลามากเกินไป หากลูกปลาป่วยให้ลดปริมาณอาหารลง 30-500 % ดูดตะกอนถ่ายน้ำแล้ว ค่อย ๆ เติมน้ำใหม่หลังจากนั้นใช้ยาปฏิชีวนะออกซีเตตร้าซัยคลิน แช่ลูกปลาในอัตรา 10-20 กรัมต่อนำ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือในไตรฟุราโชน 5-10 กรัม ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร วันต่อ ๆมาใช้ยา 3/4 เท่า ปลาจะลดจำนวนการตายภายใน 2 3 วัน ถ้าปลาตายเพิ่มขึ้น ควรกำจัดลูกปลาทิ้งไป เพื่อป้องกินการติดเชื้อไปยังบ่ออื่น ๆ
ขั้นตอนการเลี้ยง
1. อัตราปล่อยปลาดุกลูกผสม (บิ๊กอุย) ลูกปลาขนาด 2-3 ซม. ควรปล่อยในอัตประมาณ 40 - 100 ตัว/ตรม. ซึ่งขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการเลี้ยง คือ ชนิดของอาการขนาดของบ่อและระบบการเปลียนถ่ายน้ำซึ่งปกติทั่วๆไป อัตราปล่อยเลี้ยงประมาณ 50 ตัว/ตรม. และเพื่อป้องกันโรคซื่งอาจจะติดมากับลูกปลา ใช้น้ำยาฟอร์มาลินใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราความเข้มข้นประมาณ 30 ส่วนในล้าน (3 ลิตร/น้ำ 100 ตัน ่ในวันที่ปล่อยลูกปลาไม่จำเป็นต้องให้อาหารควรเริ่มให้อาหารในวันรุ่งขึ้น
2. การให้อาหาร เมื่อปล่อยลูกปลาดุกผสมลงในบ่อดินแล้ว อาหารที่ให้ในช่วงที่ลูกปลาดุกมีขนาดเล็ก (2-3 ซม.) ควรให้อาหารผสมคลุกน้ำปั้นเป็นก้อนให้ลูกปลากิน โดยให้กินวันละ 2 ครั้ง หว่านให้กินทั่วบ่อโดยเฉพาะในบริเวณขอบบ่อ เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้นความยาวประมาณ 5-7 ซม. สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้ หลังจากนั้นเมื่อปลาโตขึ้นจนมีความยาว 15 ซม.ขึ้นไป จะให้อาหารเม็ดเพียงอย่างเดียวหรืออาหารเสริมชนิดต่าง ๆ ได้ เช่น ปลาเป็ดผสมรำละเอียดอัตรา 9 : 1 หรือให้อาหารที่ลดต้นทุน เช่น อาหารผสมบดจากส่วนผสมต่างๆเช่น กระดูกไก่ ไส้ไก่ เศษขนมปัง เศษเส้นหมี่ เศษเลือดหมู เลือดไก่ เศษเกี้ยว หรือเศษอาหารว่างๆเท่าที่สามารถหาได้นำมาบดรวมกินแล้วผสมให้ปลากินแต่การให้อาหารประเภทนี้จะต้องระวัง เรื่องคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงให้ดี เมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 3-4 เดือนปลาจะมีขนาดประมาณ 200-400 กรัม/ตัว ซึ่งผลผลิตที่ได้จะประมาณ 10 - 14 ตัน/ไร่ อัตรารอดตายประมาณ 40- 70 %
3. การถ่ายเท น้ำเมื่อตอนเริ่มเลี้ยงใหม่ๆระดับความลึกของน้ำในบ่อควรมีค่าประมาณ 30 - 40 ซม. เมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้นในเดือนแรกจึงเพิ่มระดับน้ำสูงเป็นประมาณ 50 -60 ซม. หลังจากย่างเข้าเดือนที่สองควรเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น 10 ชม./อาทิตย์ จนระดับน้ำในบ่อมีความลึก 1.20 - 1.50 เมตร การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน โดยถ่ายน้ำประมาณ 20 % ของน้ำในบ่อ 3 วัน/ครั้ง หรือถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ
4. การป้องกันโรค การเกิดโรคของปลาดุกที่เลี้ยงมักจะเกิดจากปัญหาคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดี ชึ่งอาจเกิดจากสาเหตุของการให้อาหารมากเกินไปจนอาหารเหลือเน่าเสีย เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้โดยต้องหมั่นสังเกตว่าเมือปลาหยุดกินอาหารจะต้องหยุดให้อาหารทันที เพราะปลาดุกลูกผสมมีนิสัยชอบกินอาหารที่ให้ใหม่ โดยถึงแม้จะกินอิ่มแล้วถ้าให้อาหารใหม่อีกก็จะคายหรือสำรอกอาหารเก่าทิ้งแล้วกินอาหารให้ใหม่อีกซึ่งปริมาณอาหาร ที่ให้ไม่ควรเกิน 4 - 5 % ของน้ำหนักตัวปลา
โรคของปลาดุก
ในกรณีที่มีการป้องกันอย่างดีแล้วแต่ปลาก็ยังป่วยเป็นโรค ซึ่งมักจะแสดงอาการให้เห็น โดยแบ่งอาการของโรคเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. การติดเชื้อจากแบคทีเรีย จะมีการตกเลือด มีแผลตามลำตัวและครีบ ครีบกร่อน ตาขุ่น หนวดหงิก กกหูบวม ท้องบวมมีน้ำในช่องท้องกินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ลอยตัว
2. อาการจากปรสิตเข้าเกาะตัวปลา จะมีเมือกมาก มีแผลตามลำตัว ตกเลือด ครีบเปื่อย จุดสีขาวตามลำตัว สีตามลำตัวซีดหรือเข้มผิดปกติเหงือกซีดว่ายน้ำทุรนทุราย ควงสว่านหรือไม่ตรงทิศทาง
3. อาการจากอาหารมีคุณภาพไม่เหมาะสม คือ ขาดวิตามินบีกระโหลกร้าว บริเวณใต้คางจะมีการตกเลือด ตัวคด กินอาหารน้อยลง ถ้าขาดวิตามินบีปลาจะว่ายน้ำตัวเกรงและชักกระตุก
4. อาการจากคุณภาพน้ำในบ่อไม่ดี ปลาจะว่ายน้ำขึ้นลงเร็กกว่าปกติลอยหัวครีบกร่อนเปื่อย หนวดหงิก เหงือกซีดและบวม ลำตัวซีด ไม่กินอาหาร ท้องบวม มีแผลตามตัว
อนึ่ง ในการรักษาโรดปลาควรจะได้พิจารณาให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจเลือกใช้ยาหรือสารเคมี สาเหตุของโรค ระยะรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษา
การเลี้ยงปลาขนาดตลาด
การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมอุยเทศเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์
1. การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ควรปรับสภาพของน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย แต่ต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์จะต้องหมดฤทธิ์ของปูน ระดับน้ำในบ่อเมื่อเริ่มปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 ชม. ควรมีความลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อลูกปลาเติบโตขึ้นค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นตามลำดับ โดยเพิ่มระดับน้ำประมาณ 5 ชม./อาทิตย์ให้อาหารเม็ดประมาณ 3-7 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลา โดยปล่อยปลาในอัตรา 50-70 ตัว/ตรม. ปลาจะเติบโตได้ขนาดประมาณ 100-200 กรัม/ตัว ในระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 90 วัน อัตราการรอดประมาณ 80% ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยงสามารถให้อาหารชนิดต่าง ๆ ทดแทนอาหารเม็ดได้ โดยใช้อาหารพวกไส้ไก่หรือปลาเป็ดผสมกับเศษอาหารก็ได้ แต่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำเพื่อป้องกันน้ำเสียยกว่าการถ่ายเทน้ำ เมื่อเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด
2. การเลี้ยงในบ่อดิน การเลี้ยงในบ่อดินนั้น จะต้องเตรียมบ่อตามหลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาทั่ว ๆ ไปดังนี้
1. จะต้องตากก้นบ่อให้แห้ง ปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาด
2. ใส่ปูนขาวเพีอปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาวในอัตราประมาณ 60 - 100 กก./ไร่
3. ใส่ปุ๋มคอกเพีอให้เกิดอาหารธรรพาติสำหริบลูกปลาในอัตราประมาณ 40 - 80 กก./ไร่
4. นำน้ำเข้าบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำจนมีระดับน้ำลึก 30-40 ซม. หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นจึงปล่อยปลาและเพื่อให้ลูกปลามีอาหารกินควรเติมไรแดงในอัตราประมาณ 5 กิโลกรัม เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลาหลังจากนั้นจึงให้อาหารผสมแก่ลูกปลา ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงควรตรวจดูว่ามีสภาทปกติ การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่าๆกันก่อน โดยการแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาที จึงปล่อยลูกปลา เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า
วิธีการป้องกันเกิดโรคในปลาดุกลูกผสมที่เลี้ยง
1. ควรเตรียมบ่อและน้ำตามวิธีการที่เหมาะสมก่อนปล่อยลูกปลา
2. ชื้อพันธุ์ปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าแข็งแรงและปราศจากโรค
3. หมั่นตรวจดูอาการของปลาอย่างสม่ำเสมอถ้าเห็นอาการผิดปกติต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็ว
4. หลังจากปล่อยปลาลงเลี้ยงแล้ว 3-4 วันควรสาดน้ำยาฟอร์มาลิน 2-3 ลิตร/ปริมาตร น้ำ 100 ตัน และหากปลาที่เลี้ยงเกิดโรคพยาธิภายนอกให้แก้ไขโดยสาดน้ำยาฟอร์มาลินในอัตรา 4 - 5 ลิตร/ปริมาตรน้ำ 100 ตัน
5. เปลี่ยนถ่ายน้ำจากระดับก้นบ่ออย่างสม่ำเสมอ
6. อย่าให้อาหารจนเหลือ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เกษตรบ้านเรา..

ข้าวกล้องของดีเพื่อสุขภาพ
"ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเม็ดสวยแต่เขาเอาของดีออกไป หมดแล้ว มีคนบอกว่าคนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี่แหละเป็นคนจน" พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ข้าวกล้องเมล็ดสีน้ำตาล หน้าตาไม่สวยใสเหมือนข้าวขัดขาว แต่การกินข้ากล้องนั้นทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มได้นานกว่า จึงไม่ทำให้อ้วน เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยเส้นใยอาหารและคุณ ค่าทางอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว บางคนอาจจะคุ้นเคยกับการเรียกข้าวกล้องว่า ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง เพราะในสมัยโบราณชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินเอง จึงเรียกกันว่าข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวจึง เปลี่ยนมาเรียกว่า ข้าวกล้อง แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ล้วนแล้ว แต่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกัน การกินข้าวกล้องเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา โรคโลหิตจาง กรรมวิธีการหุงข้าวกล้องก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ถ้าใครหุงไม่เป็นอาจทำให้ข้าวแข็งไม่น่ารับประทาน พลอย ทำให้ไม่อยากทานข้าวกล้องไปเสียอีก วิธีง่ายๆ เลยคือเริ่มจาก การเก็บสิ่งแปลกปลอมออกเสียก่อน และควรซาวข้าวเพียงครั้ง เดียวเพื่อไม่ให้สูญเสียวิตามินไปกับน้ำซาวข้าว ในการหุงข้าวกล้องนั้น ต้องใส่น้ำในปริมาณที่มากกว่าการหุงข้าว ขาวเพราะข้าวกล้องมีเยื่อหุ้มเมล็ด การดูดซึมน้ำจะยากกว่าจึงต้อง ใช้เวลาหุงนาน แต่เพื่อเป็นการประหยัดเวลาควรจะแช่ข้าวกล้อง ก่อนหุงประมาณ 5-10 นาที ข้าวกล้องที่หุงแล้วจะได้นุ่มหอมน่ารับ ประทาน การรับประทานข้าวกล้องนั้น สำหรับผู้ที่รับประทานใหม่ๆ อาจจะ ไม่เคยชิน รู้สึกฝืดคอแต่หากรับประทานไประยะหนึ่งจะรู้สึกว่า ข้าวกล้องหอม ยิ่งเคี้ยวนานๆ ก็จะได้รสชาติหวานอร่อย ได้รส ชาติมากกว่าข้าวขาว เคล็ดลับในการรับประทานข้าวกล้องอีกประการหนึ่งที่อยากจะ แนะนำคือ ควรรับประทานขณะที่ยังอุ่น เพราะข้าวจะนุ่มและ ควรรับประทานข้าวกล้องที่สุกแล้วให้หมด ในมื้ออาหารนั้น เพราะข้าวกล้องจะบูดเสียได้ง่ายกว่าข้าวขาวทั่วไป